เดี๋ยวนี้ความสุขในครัวเรือนกับการมีโรงหนังอยู่ในบ้านนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย เราสามารถมีชุดโฮมเธียเตอร์ พร้อมจอขนาดใหญ่ไว้ดูหนังหรือรับชมรายการโปรดได้อย่างเพลิดเพลินใจ ซึ่งปัจจุบันนี้ถือได้ว่าอุปสรรคเรื่องราคานั้นลดลงไปอย่างมาก พอที่จะซื้อหามาไว้ในครอบครองได้ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของทีวี ที่เราพึงพอใจ หากจะเลือกซื้อทีวีสักเครื่อง มาดูกันว่าแต่ละประเภทมีข้อแตกต่าง และข้อดีข้อเสียอย่างไร จะได้คุ้มค่ากับเงินที่เราจะต้องจ่ายครับ 

  LCD TV, LED TV และ Plasma TV เป็นการแบ่งประเภทตามอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลที่จอภาพ เริ่มกันเลยครับ
  
LCD TV (Liquid Crystal Display) จะใช้หลอดไฟ CCFL หรือ Cold Cathode Fluorescent Lamp ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดผอมคล้ายๆหลอดกาแฟ เรียงในแนวนอนยาวลงมาเป็นตัวกำเนิดแสง แสดงภาพโดยเริ่มจากแหล่งกำเนิดแสง Backlight ส่องแสงไปที่ผลึกเหลว (ลักษณะ คล้ายๆเยลลี่ ดังนั้นถ้าลองสังเกตดูว่าถ้าเอามือจิ้มลงไปที่จอจะรู้สึกว่านิ่มๆ) ที่หยอดเอาไว้ระหว่างช่องกระจกจะถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ทำให้โมเลกุลของลิควิดคริสตัลในส่วนของจุดภาพ พิกเซล (pixel) นั้นหมุนเป็นมุม 90 องศา เพื่อให้เกิดได้ทั้งจุดสว่าง และจุดมืด (แต่ละพิกเซลไม่สามารถกำเนิดแสงได้เอง) หากเรากล่าวว่าเทคนิคของ LCD คือการบิดตัวโมเลกุล แล้วเอาเงาของมันมาใช้งานก็ถือว่าถูกต้องอย่างที่สุด LCD ทีวีจะมีหลายขนาดมากๆ ไล่ตั้งแต่ 15 นิ้ว ไปจนถึง 108 นิ้ว
  

LED TV ย่อมาจาก Light Emitting Diode เป็นหลอดไฟขนาดเล็กจิ๋ว อาทิเช่นหลอดไฟท้าย Minor Change ของ Honda Civic โฉมปัจจุบัน ซึ่งใช้หลอด LED เป็นตัวกำเนิดแสง และมี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว 3 สีทั้งสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว คอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงจากหลอด LED ส่องลอดผ่านออกมาเป็นสีสันต่างๆ

PLASMA TV

ภาพแบบพลาสม่าทีวี แสดงภาพโดยการใช้แสงที่เกิดจากการแตกตัว ionized ของ neon gas (นีออน)เพื่อแสดงผลของภาพออกมาที่แผงหน้าจอ ภายในจอภาพมีองค์ประกอบที่เต็มไปด้วย neon gas แต่ละพิกเซลกำเนิดแสงได้เอง Plasma ทีวี จะเน้นทำแต่ ขนาดใหญ่ๆครับ 42 นิ้วขึ้นไป จนถึงขนาด 150 นิ้ว

ความแตกต่างของจอทั้ง 3 ชนิดคือ หลอดภาพที่แตกต่างกันในการแสดงผลนั่นเอง
  
ข้อดีข้อเสียของจอทั้ง 3ชนิด มีดังนี้
 
ข้อดีของ LCD TV
  • ให้สีที่สว่างสดใสเหมาะกับการแสดงสีกราฟฟิก เช่น การ์ตูน, สารคดี และละคร
  • เหมาะกับการนำไปเป็น Monitor ของคอมพิวเตอร์
  • เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่สว่างสูง เช่นห้องนั่งเล่นหรือ ห้องรับแขก
  • อาการ Burn-In จะไม่มีโอกาสไม่เกิดขึ้นเลย
  • แอลซีดีทีวียังกินไฟน้อย
 ข้อดีของ LED TV
  • ลักษณะจอมีขนาดบางกว่าจอ LCD และจอ Plasma
  • ความสว่างและสีสันค่อนข้างสดกว่า
  • กินไฟน้อยกว่าจอทั้ง 2 ชนิด

ข้อดีของ Plasma TV

  • สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดีกว่า เนื่องจากมี Response Time .001 ms จึงเหมาะกับการใช้รับชมภาพยนตร์ Action และการรับชมกีฬาเป็นอย่างมาก
  • อายุการใช้งาน ยาวนานกว่าที่ 100,000 ชั่วโมง (Half Brightness)
  • สามารถแสดงระดับพื้นสีดำได้ดีกว่า
  • มีคอนทราสต์ที่สูงกว่าทำให้เห็นมิติของภาพได้ดีกว่า
  • มุมมองจอภาพที่กว้างกว่า แอลซีดี
  • ให้สีที่ถูกต้องเป็นธรรมชาติ มากกว่า สีออกโทนอุ่น

 
ข้อเสียของ LCD TV

  • ไม่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดี เนื่องจากมี Response Time เร็วที่สุดในขณะนี้เพียงแค่ 2 ms เท่านั้น
  • มีความเพี้ยนของสีเกิดขึ้นโดยเฉพาะสีแดง, โทนสีผิว, สีท้องฟ้า ทะเล
  • ไม่สามารถแสดงสีดำสนิทได้เนื่องจาก Backlight เปิดตลอดเวลาในขณะที่เครื่องทำงาน ทำให้มีแสงขาวเล็ดลอดออกไปในฉากที่เป็นสีดำ จึงทำให้ฉากสีดำเป็น “ดำสว่าง” ไม่ใช่ “ดำมืด” อย่างที่ควรเป็น
 ข้อเสียของ LED TV
  • ราคาแพงกว่า จอ LCD และ Plasma
  • ตลาดยังไม่ได้รับความนิยมเพราะ ในปัจจุบันมีแค่ไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้น
ข้อเสียของ Plasma TV
  • อาการ Burn-In มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถ้าเปิดภาพนิ่งเป็นเวลานานๆ เช่นโลโก้ช่อง 7 หรือโลโก้ True Vision เป็นต้น (ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการนำไปเป็น Monitor ของคอมพิวเตอร์)
  • ไม่เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่สว่างสูง เช่นห้องนั่งเล่น หรือกลางแจ้ง หน้ากระจก ทำให้เกิดการสะท้อนเป็นเงาได้
  • กินไฟมากว่าทั้งจากตัวทีวีเอง และการทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นเพราะ Plasma TV มีความร้อน ออกมาจากตัวเครื่องมากกว่า
  • ค่าซ่อมแพง ซ่อมต้องซ่อมเปลี่ยนทั้งหลอดภาพหมดทั้งชุด

พอจะมีแนวทางในการเลือกแล้วนะครับ แล้วพบกัน Entry ต่อๆไป สวัสดีครับ

edit @ 20 Nov 2011 21:21:22 by iSpot

Comment

Comment:

Tweet