จากความเดิมตอนที่แล้วที่เคยได้พูดไว้นั้นในบทความ "Digital TV & Internet TV เปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ตอนที่ 1" ในตอนต้นที่ได้กล่าวไปแล้วอินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนช่องทางการนำเสนอเนื้อหาต่างๆ บนโลกดิจิตอลเช่นเดียวกันตัวอุปกรณ์ส่งสัญญาณอย่าง Digital TV ซึ่งโทรทัศน์ที่พวกเราได้รับชมผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตก็ถือว่าอยู่ในแนวทางของ Digital TV ด้วย ในต่างประเทศนั้น Internet TV นั่นแปลว่าทั้ง Digital TV และ Internet TV คือสิ่งที่ใกล้เคียงกัน และคงได้รับความนิยมมาเป็นเวลานานแล้ว Internet TV นั้นจะเป็นที่นิยมได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านตั้งแต่ ความสเถียรของอินเทอร์เน็ต ความเร็วของอินเทอร์เน็ต และที่สำคัญที่สุดคือความพร้อมในการใช้งานจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ดังนั้นหากขาดซึ่งปัจจัยดังกล่าว Internet TV ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้แน่นอน
 

ในมุมมองของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือผู้รับชมช่องโทรทัศน์เรียกได้ว่า Digital TV เป็นช่องทางที่สามารถรับชมได้ง่าย และสะดวกมากทางหนึ่ง เพียงแค่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว ที่เชื่อมต่อเครือข่ายมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ ADSL เพียงเท่านั้นผู้ใช้งานก็สามารถรับชมความบันเทิงที่ถูกนำเสนอได้โดย ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์เสริมในการรับสัญญาณเพิ่มเติมแต่อย่างใด หลักๆ ก็เพียงแค่ต้องนั่งจำ URL หรือที่อยู่ของบริการเว็บไซต์ที่ให้บริการในการนำเสนอเนื้อหาบน Internet TV ในมุมมองของผู้ให้บริการ หรือเจ้าของสัญญาณนั้นก็สามารถติดตั้ง หรือทำช่องสัญญาณออกอากาศได้ไม่ยากนัก เพราะการแพร่สัญญาณผ่านอินเทอร์เน็ตนั้นแทบไม่จำเป็นต้องลงทุนค่าอุปกรณ์อื่นใดนอกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ และแพ็คเก็จอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเลย ขั้นตอนการสร้างเนื้อหาหรือคอนเทนต์นั้น ความยาก-ง่ายก็อยู่ที่งบประมาณ และไอเดียที่ต้องการจะนำเสนอ หรือพูดตรงๆ ก็คืออยู่ที่หัวคิดสร้างสรรค์ของผู้สร้างก็เป็นพอครับ

ตัวอย่างที่ดี และเชื่อว่าผู้อ่านหลายคนน่าจะเคยสัมผัสมา แล้วก็น่าจะมี ihere.tv กับรายการเจาะข่าวตื้นที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของ จอห์น วิญญู พิธีกรหนุ่มชื่อดังไปแล้ว เมื่อนึกถึง จอห์น วิญญู ก็ต้องนึกถึง ihere.tv หรือรายการเจาะข่าวตื้นที่ออกอากาศอยู่ในนั้น ihere.tv มียอดผู้เข้าชมสูงถึง 13 ล้านคน นี่อาจทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่าการทำ Internet TV ให้เป็นเสมือนโทรทัศน์จริงๆ ที่มียอดผู้ชมจำนวนมากก็สามารถทำได้ ช่องทางของ Internet TV จึงถือเป็นช่องทางที่เปิดโอกาสสำหรับคนมีไอเดียอยากทำรายการโทรทัศน์หรือสถานีโทรทัศน์แต่ไม่อยากลงทุนสูง ในต่างประเทศมี Internet TV ที่ประสบความสำเร็จมากมาย มีการขายสปอนเซอร์และโฆษณาเหมือนสถานีโทรทัศน์จริงและมียอดผู้ชมหลายล้านคน นอกจาก Internet TV ที่อยู่ตามเว็บไซต์ทั่วไปแล้ว Youtube ก็ยังถูกทำมาใช้เป็นช่องทางหนึ่งได้เหมือนกัน แม้จะไม่ได้เรียกว่า Internet TV ได้อย่างเต็มปาก แต่ก็มีหลายคนพยายามที่จะใช้ Youtube Channel มาเปิดเป็นช่องหรือรายการโทรทัศน์ของตัวเอง โดยสามารถให้ผู้ชมเข้ามากด Subscribe ได้ ความเจ๋งของ Internet TV ยังไม่จบอยู่แค่นี้แต่หากเราลองสังเกตดีๆ ในปัจจุบันก็มีโทรทัศน์หลายรุ่นหลายยี่ห้อที่มีฟังก์ชั่นสามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ โทรทัศน์เหล่านี้ออกมาเพื่อรองรับการชมรายการผ่านอินเตอร์เน็ตทั้งสิ้น หากกล่าวถึงเรื่องนี้คงต้องเหลียวมองไปยัง Google TV ที่สร้าง Portal ของตัวเองขึ้นมาโดยไปผูกอยู่กับโทรทัศน์บางยี่ห้อที่มีฟังก์ชั่นเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ เมื่อผู้ใช้เปิดโทรทัศน์ขึ้นมาก็สามารถเลือกเข้าสู่โหมด Internet TV และรับชมรายการต่างๆ ของทาง Google ได้

จากความล้ำยุคล้ำสมัยของเทคโนโลยีทั้งหมด เราสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าในอนาคตอันใกล้คำว่า Digital TV จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นอย่างแน่นอน ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เข้าสู่ความเป็นดิจิตอลมากขึ้นจะทำให้ Digital TV เกิดขึ้นมาและได้รับความนิยมอย่างไม่ยากเย็น รวมไปถึงการรับชมโทรทัศน์ผ่านสมาร์ทโฟนซึ่งก็จะมีความง่ายขึ้นเมื่อการเชื่อมต่อที่รวดเร็วอย่างระบบ 3G เข้ามาอย่างเต็มรูปแบบ ผู้ใช้และผู้กระจายสัญญาณโทรทัศน์จะมีความ “ง่าย” ในการชมหรือการกระจายมากขึ้น และไม่แน่ว่าในอนาคตไกลๆ ความ “ง่าย” ของทั้ง 2 มุมนี้จะมาบรรจบจนเรียกได้ว่าง่ายพอๆ กันทั้งผู้ชมและผู้ปล่อยสัญญาณเข้าสู่ระดับที่ใครๆ ก็มีสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเองได้อย่างแท้จริง

ที่มา : daydev.com

ในเวลานี้คำว่า Digital TV นั้นอาจจะมีเสียงเรียกเบาๆ มากระทบหูของเราไปแล้วบ้าง ซึ่งความหมายที่ถูกบัญญัติไว้ก็ตรงตามตัวนั่นคือ ทีวี หรือโทรทัศน์ทำงานแบบดิจิตอลหรือ Digital TV นั่นเอง นั่นหมายความว่าสัญญาณภาพ และเสียงที่จะรับ-ส่งกับเครือข่ายจะต้องมีคุณภาพที่ดีมากกว่าระบบ Analog แบบเดิมแน่นอน แต่สิ่งที่ Digital TV มีนั้นไม่ใช่เพียงแค่การประมวลผลภาพที่คมชัดเพียงอย่างเดียว อันที่จริงแล้ว Digital TV ยังมีรูปแบบบริการหลากหลายรูปแบบ และคุณลักษณะอื่นมากมายที่สำคัญในตอนนี้ประเทศไทยของเรานั้น เริ่มมีการวางแผนสำหรับอนาคตในการที่จะเปลี่ยนสัญญาณโทรทัศน์รูปแบบเดิมให้เตรียมพร้อมกับสัญญาณดิจิตอล ซึ่งก็มีหลายผู้ให้บริการได้เริ่มให้ผู้บริโภคได้ใช้งานกันไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากนักเท่าไร

ถ้าจะให้แบ่ง หรือแยกประเภทของ Digital TV ออกมานั้น จะพบว่า Digital TV จะมีประเภทใหญ่ๆ 3 ประเภท จากประเภทหลายๆประเภทที่ยิบย่อยทั้งหมด แต่แม้ว่าจะถูกแบ่งเป็นกี่ประเภทยังไง หลักการทำงานของ Digital TV หลักๆ ก็คือการแพร่สัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบ ดิจิตอล เหมือนกันหมด ซึ่งจะเห็นได้ว่าสัญญาณดิจิตอลมีการใช้งานมากที่สุดในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คงจะมีโอกาสเป็นไปได้ที่ Digital TV นั้นน่าจะรองรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ในเวลานี้ และคงจะมีบางสิ่งที่จะเป็นข้อดีแก่ระบบของ Internet TV ที่กำลังออกตัวกันอย่างเอาเป็นเอาตายกันในตลาดเทคโนโลยีช่วงนี้

Digital Signal Broadcasting
วิธีการที่เรียกว่า Digital Signal Broadcasting นั้นเป็นการแพร่สัญญาณโทรทัศน์ในรูปแบบปกติที่พวกเราได้รับชมกันอยู่ตามที่อยู่อาศัยกันมาตลอด สำหรับประเทศไทย สัญญาณโทรทัศน์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังอยู่ในรูปของอนาล็อก ซั่งเป็นการแพร่สัญญาณภาพผ่านระบบอนาล็อก ซึ่งผู้อ่านหลายคนอาจจะสับสนกับรูปแบบสัญญาณเหล่านี้ และคงสงสัยว่าถ้าหากเราเปลี่ยนการส่งสัญญาณจากระบบอนาล็อกมาเป็นดิจิตอลแล้วนั้นจะมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ก็อาจจะต้องนั่งไล่เรียงเขียนเป็น บรรณานุกรมกันยาวเป็นหางว่าวเลยทีเดียว แต่ประเด็นหลักที่เห็นกันถึงข้อแตกต่าง และประโยชน์โดยส่วนมากนั่นก็คือเรื่องของสัญญาณภาพที่แสดงผลออกมา สัญญาณภาพจากระบบดิจิตอลจะให้ภาพที่มีความคมชัดมากกว่าสัญญาณอนาล็อก และมีอัตราการถูกรบกวนได้น้อยกว่า การถูกรบกวนในที่นี้คือ จอภาพลาย ภาพล้ม ภาพเบี้ยว หรือมีสิ่งแปลกปลอมจากสัญญาณรบกวนมาปรากฏแทรกซ้อน เป็นต้น ซึ่งหากว่าได้เปลี่ยนการส่งสัญญาณโทรทัศน์ให้อยู่ในรูปแบบของระบบดิจิตอลแล้วผู้บริโภคที่รับชมโทรทัศน์อยู่ก็จะได้รับชมอย่างมีคุณภาพมากขึ้น

สิ่งที่เป็นข้อเสียของ Digital TV
ข้อเสียหลักของ Digital TV นั่นก็คืออุปกรณ์ในการรับสัญญาณที่ทุกบ้านจะต้องหาซื้อมาติดตั้งเพิ่มเติม ก็เหมือนกับการซื้อกับเสาอากาศ หรือจานดาวเทียมสำหรับชมโทรทัศน์ที่หลายๆบ้านมีกันนั่นแหละครับ เพียงแค่ว่าตัวรับสัญญาณแบบดิจิตอลจะมีลักษณะเป็นกล่อง และมีราคาสูงกว่าเสาอากาศนิดหน่อย ซึ่งถือว่าเป็นข้อเสียตรงที่ทำให้ผู้คนอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งนี้แน่นอนว่าเรื่องของการปล่อยสัญญาณโทรทัศน์ไม่ได้เป็นแค่ทางผู้รับอย่างเดียวเท่านั้น ในเชิงของสถานีโทรทัศน์ผู้แพร่สัญญาณก็จำเป็นจะต้องลงทุนทำระบบขึ้นมาใหม่ด้วย

ไม่น่าแปลกใจเลยที่เมื่อนึกถึงคำว่า Digital TV แล้วหลายคนมักจะนึกถึงแต่ Digital TV ประเภทนี้ เพราะมันก็คือโทรทัศน์ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ในหลายประเทศมีการเปลี่ยนระบบการแพร่สัญญาณโทรทัศน์จากแบบอนาล็อกมาเป็นดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบ หรือถ้าให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือบางประเทศได้มีการโละการแพร่สัญญาณแบบอนาล็อกทิ้งไป และถูกแทนที่ด้วยการแพร่สัญญาณแบบดิจิตอลย่างสมบูรณ์ นั่นหมายความว่ารายการโทรทัศน์ที่ทุกคนได้รับชมในประเทศเหล่านั้นจะมีทั้งภาพที่คมชัดและไม่มีสัญญาณรบกวน บางประเทศก็ยังมีอยู่ทั้ง 2 แบบคือมีทางเลือกให้ผู้ใช้ได้รับชม มีทั้งแบบอนาล็อกและมีทั้งช่องที่เป็นดิจิตอล หากผู้ใช้ไม่มีกล่องรับสัญญาณแบบดิจิตอลก็จะรับชมได้เพียงช่องที่เป็นอนาล็อกเท่านั้น ซึ่งก็ดูยุติธรรมสำหรับคนจำนวนมากและถือเป็นทางเลือกที่ผู้ใช้ทุกคนสามารถเลือกได้

วิธีการกระจายสัญญาณในรูปแบบดิจิตอลนั้น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพความคมชัดไปได้ถึงระดับ "HD" หรือ "High Definition"

ภาพที่ปรากฏออกมาทางโทรทัศน์จะคมชัดกว่าปรกติ ปัจจุบันในประเทศไทยมีการแพร่สัญญาณโทรทัศน์แบบ HD กันไปหลายที่แล้วคาดว่าประเทศไทยในอนาคตนั้น หลังจากปล่อยสัญญาณเป็นแบบดิจิตอลกันมากขึ้นแล้ว คำว่า HD คงจะเป็นสิ่งที่เราจะได้ยินจนชินหูในอนาคตอันใกล้

ในตอนต่อไปเราจะมาพูดถึง Internet TV และรายการที่จะรับชมกันครับ

 
ที่มา : daydev.com

ลำโพงซึ่งมีภาคขยายอยู่ภายใน

clip_image001

เครื่องหมายนี้ใช้เตือนผู้ใช้ถึงอันตรายอันอาจเกิดขึ้นจากสัมผัสจุดต่างๆซึ่งไม่มีฉนวนหุ้ม และอาจเกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้าได้

clip_image002

เครื่องหมายนี้ ใช้เตือนผู้ใช้ให้ระมัดระวังในการทำงานและให้ความเอาใจใส่ในคำแนะนำต่างๆ

ก่อนติดตั้งซับวูฟเฟอร์ หรือลำโพงที่มีภาคขยายภายใน จะต้องอ่าน และทำความเข้าใจในคำแนะนำต่างๆ รวมทั้งเก็บคู่มือนี้ไว้เพื่อใช้ในอ้างอิงโอกาสต่อๆไป

การป้องกันไฟดูด

clip_image001[4]

ห้ามใช้ในบริเวณที่มีน้ำ หรือความชื้นสูง อย่าปล่อยให้น้ำหรือของเหลวอื่นใด สัมผัส หรือซึมเข้าไปภายในเครื่อง ถอดปลั๊กทุกครั้งเมื่อต้องการทำความสะอาด

clip_image001[5]

ลำโพงซับวูฟเฟอร์ประกอบไปด้วยขั้วต่อทางไฟฟ้ามากมาย ห้ามใช้กับเต้าเสียบ หรือสายต่อพ่วงใดๆ รวมทั้งปลั๊กที่หลวมคลอน หรือ ไม่แน่น ทุกครั้งที่เสียบปลั๊กต้องมั่นใจว่าแน่นหนาและเสียบเข้าไปจนสุด

clip_image001[6]

ใช้กับแรงดันกระแสไฟเฉพาะที่ระบุไว้หลังเครื่องเท่านั้น อย่าใช้สายไฟที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะอาจทำให้เกิดการ Over load ได้ และหากไม่ใช้เครื่องเป็นเวลานาน ให้ถอดปลั๊กออก

clip_image002[4]

ลำโพงนี้ประกอบไปด้วยภาคขยายอยู่ภายใน ดังนั้นเวลาใช้งานจึงควรใช้ในบริเวณที่มีการ ระบายอากาศถ่ายเทสะดวก ห้ามวางใกล้แหล่งความร้อน หรือบริเวณใกล้วัตถุติดไฟง่าย เช่นผ้าม่าน หรือพรม

clip_image002[5]

ห้ามถอดชิ้นส่วนแอมปลิไฟเออร์ภายในออกมา ชิ้นส่วนภายในไม่สามารถแก้ไขโดยผู้ใช้ตามลำพังได้ หากลำโพง ตก หรือชำรุดเสียหาย หรือตกน้ำ หรือกรณีที่ทำงานไม่ปรกติ และต้องส่งซ่อม ให้ติดต่อศูนย์บริการ

หมายเหตุ
เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่คุณจะต้องทำความคุ้นเคยกับการใช้งานลำโพงที่มีภาคขยายอยู่ภายใน รวมทั้งสวิทช์ควบคุมและอินพุทต่างๆ ดังนั้น ก่อนที่จะลงมือติดตั้ง โปรดอ่านรายละเอียดข้างล่างที่แยก ตามรุ่นต่างๆ และตรวจดูด้านหลังลำโพง และเช็คดูเปรียบเทียบกับลำโพงรุ่นที่คุณมีอยู่ และสำหรับคำแนะนำในการจัดวางลำโพงนั้น ขอให้อ่านจากส่วนหัวข้อ" การจัดวางลำโพงคู่หน้า"

อินพุทต่างๆ ที่มีอยู่ในเครื่อง

  • Speaker Input Terminal ต่อสายเหล่านี้ไปยังจุดต่อเอ้าท์พุทสำหรับลำโพง ที่เครื่องแอมปลิไฟเออร์ หรือเครื่องรีซีฟเวอร์ อินพุทเหล่านี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ สำหรับลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่มีภาคขยายอยู่ภายใน
  • Sub / LFE input ต่อแจ๊คนี้ไปยังเครื่องรีซีฟเวอร์ของคุณหรือเครื่องโปรเซสเซอร์ที่มีช่อง Sub / LFE output.
    ข้อสังเกต ให้ใช้ช่องสัญญาณนี้ หากคุณต้องการที่จะได้เสียงซับวูฟเฟอร์(LFE) ในแบบ 5.1 แชลแนลDVD
    ข้อสังเกต ถ้าคุณตั้งลำโพงใดๆไว้ที่" Small", เสียงเบส จะ เปลี่ยนทิศทางไปที่ Sub/LFE output ส่วน sub /LFE input จะต้องถูกใช้งาน ถ้าคุณต้องการเพิ่มเสียงเบส

การควบคุมต่างๆที่มีอยู่ในเครื่อง

  • Auto-On/Off ภาคขยายในลำโพงซับวูฟเฟอร์จะทำงานทันที ที่มันได้รับสัญญาณอินพุทเข้ามา โดยไม่จำเป็นต้องเปิดสวิทช์ และถ้าไม่มีการสัญญานใดๆในช่วงเวลาหนึ่ง ซับวูฟเฟอร์จะปิดสวิทช์ตัวเองโดยอัตโนมัติ
  • Subwoofer Level เป็นการปรับระดับการขยายทั้งหมดของซับวูฟเฟอร โดยจุดกึ่งกลางจะเป็นจุดที่ไม่มีการปรับแต่งใดๆ (Flat)
  • Sub-In/LFE-In Level เป็นการผสมช่องสัญญาน Sub/LFE out put ของรีซีฟเวอร์กับระดับเสียงโดยรวมของซับวูฟเฟอร์

การต่อสายต่างๆ

หมายเหตุ ปิดเครื่องรีซีฟเวอร์ หรือแอมปลิไฟน์เออร์ทุกครั้งก่อนทำการต่อสายกับ ลำโพงซับวูฟเฟอร์ชนิดที่มี ภาคขยายในตัว

การใช้ต่อสายลำโพงอินพุท
เมื่อคุณต่อลำโพงเข้ากับแอมปลิไฟนเออร์ หรือรีซีฟเวอร์, ภาคขยายในลำโพงซับวูฟเฟอร์จะทำงานทันที โดยอัตโนมัติ (ทำตามคำแนะนำในการต่อลำโพงตามรูปภาพที่ 7-11)

การใช้แจ๊ค Sub/LFE input
ต่อสายสัญญานสำหรับซับวูฟเฟอร์ซ้ายและขวาตามภาพ ด้วยการใช้สาย "Y" อแดปเตอร์ และสายสัญญาน RCA-To-RCA (รูป12

clip_image001[1]

หมายเหตุ สายลำโพงจะต้องต่ออยู่กับเครื่องรีซีฟเวอร์หรือแอมปลิไฟเออร์เพื่อการใช้งานตามปรกติ

การปรับ และการควบคุมลำโพงซับวูฟเฟอร์

เมื่อจะปรับตั้งลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่มีภาคขยายในตัว ให้ใช้เพลงหรือภาพยนตร์ซาวน์แทรค ที่คุณชอบ และคุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งหนังที่เลือกใช้ควรจะมีเสียงเบสต่อเนื่องที่มากพอ เพื่อสะดวกในการปรับแต่ง จากนั้น ปรับระดับเสียง หรืออีควอไลเซอร์ ที่เครื่องรีวีฟเวอร์หรือปรีแอมป์ไปที่ระดับเป็นกลาง (FLAT) หรือที่ 0 และกดยกเลิกปุ่ม Loudness

 

A: ขั้นตอนสำหรับการปรับแต่งลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่มีเฉพาะปุ่มควบคุมระดับซับวูฟเฟอร์อย่างเดียว

  1. เริ่มต้นที่ "0" ปรับระดับซับวูฟเฟอร์ที่ลำโพงทั้งคู่ จนกระทั่งคุณได้ยินเสียงเบสเท่ากันทั้งซ้ายและขวา ถ้าเสียงโดยรวมค่อนข้าง"บาง"แสดงว่าคุณปรับระดับสัญญานซับวูฟเฟอร์น้อยเกินไป แต่หากเสียงเบสมากเกินไป"Boomy"แสดงว่าคุณปรับระดับมากเกินไป

B: ขั้นตอนสำหรับการปรับแต่งลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่มีปุ่มควบคุมระดับซับวูฟเฟอร์ และ ปุ่มควบคุม Sub/LFE-in

  1. หมุนสวิทช์ปรับระดับSub-in/LFE-in ไปยังค่าที่น้อยที่สุด (หมุนทวนเข็มนาฬิกาไปจนสุด)
  2. เริ่มที่ "0" ปรับระดับควบคุมซับวูฟเฟอร์สำหรับลำโพงทั้งคู่จนกระทั่งคุณได้ยินเสียงเบสสมดุลย์ที่ดีที่สุด ถ้าเสียงโดยรวมค่อนข้าง"บาง"แสดงว่าคุณปรับระดับสัญญานซับวูฟเฟอร์น้อยเกินไป แต่หากเสียงเบสมากเกินไป"Boomy"แสดงว่าคุณปรับระดับมากเกินไป
  3. ค่อยๆหมุนปุ่มควบคุมระดับ Sub-In/LFE-In ของลำโพงทั้งคู่เพื่อให้ได้จำนวนเบสเพิ่มมากขึ้นตามที่คุณต้องการ การควบคุมนี้จะเพิ่มรายละเอียด เสียงเบสในส่วนอื่นๆที่นอกเหนือ จากการควบคุมด้วยปุ่มปรับระดับซับวูฟเฟอร์ปรกติ เมื่อใดก็ตามที่มีสัญญาณเบสเกิดขึ้นจากช่องSub/LFE ของเครื่องรีซีฟเวอร์ของคุณ

การวางตำแหน่งลำโพงซับวูฟเฟอร์

เราแนะนำให้คุณวางตำแหน่งลำโพงซับวูฟเฟอร์ไว้ใกล้ๆผนัง โดยอยู่ระหว่างลำโพงคู่หน้า โดยให้หันหน้าลำโพง มายังบริเวณกึ่งกลางห้อง (1) ซึ่งจะให้พลังเสียงเบสไม่หนักแน่นมากนัก แต่จะให้เสียงที่มีความเที่ยงตรงมากกว่า ส่วนการวางที่มุมห้อง(2) จะให้ปริมาณเสียงเบสที่มากที่สุด แต่บางครั้งก็จะเสียความเที่ยงตรงและความกระชับ ของเสียงไป และสำหรับการวางแบบ 3 จะเป็นการจัดวางที่มีความสมดุลย์พอดีระหว่างคุณภาพ และ ความเที่ยงตรงของเสียง

clip_image001

ปัญหาเรื่องเสียงเบสในห้อง สามารถที่จะปรับปรุงได้โดยการใช้ลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่มากกว่าสองตัวขึ้นไป การทำแบบนี้จะต้องเป็นการสุ่มหาค่าStanding waves ภายในห้องฟังของคุณเอง เพื่อให้แน่ใจว่าเสียงเบส ที่เกิดขึ้นจะมีรูปแบบมาตรฐานและไม่มีความผิดเพี๊ยนเมื่อขับสัญญานระดับสูงมากๆ
หมายเหตุ เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่คุณจะต้องทำความคุ้นเคยกับซับวูฟเฟอร์ของคุณรวม ทั้งจุดต่อInput/output ทั้งหมด และก่อนที่จะต่อสายกับซับวูฟเฟอร์รุ่นใดๆ ขอให้ทำความเข้าใจในส่วนนี้โดยตรวจสอบกับจุดต่างๆด้าน หลังของลำโพงซับวูฟเฟอร์ ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีข้อแตกต่างกันตามรายละเอียดทางด้านล่าง

จุดต่อ Input/Output

  • Low-Level Input เป็นจุดที่มีการเชื่อมต่อสัญญานSub/LFE จากรีซีฟเวอร์เซอร์ราวนด์แอมป์, เครื่องโปรเซสเซอร์ควบคุม หรือแหล่งกำเนิดความถี่ต่ำอื่นๆ
  • Low-Level High-Pass Output จะลดเสียงเบสของลำโพงคู่หน้าโดยจะส่งผ่านไปยังซับวูฟเฟอร์โดยตรง เพิ่มความแจ่มชัดในรายละเอียดของเสียงที่มากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีความผิดเพี๊ยนน้อยลง เหมาะมากเมื่อฟังในระดับที่มีความดังมาก
  • Speaker-Level Input เป็นการต่อแบบง่ายๆจากจุดต่อสำหรับลำโพงของเครื่องเอวี-รีซีฟเวอร์หรือแอมปลิไฟเออร์ หรือจากขั้วต่อลำโพงคู่หน้า ก

Speaker-Level Output เป็นการต่อแบบง่ายๆไปยังลำโพงคู่หน้า, บางรุ่นที่ไม่มีจุดแยกสัญญาณ ขาออกจะมีจุดต่อลำโพงใหญ่เพียงพอที่จะต่อแบบขนาน กับลำโพงคู่หน้าของคุณได้ และบางรุ่นจะมีฟิลเตอร์ Speaker-Level-high-pass filter ซึ่งจะลดเสียงเบสในลำโพงคู่หน้า เมื่อมีการใช้งาน (ให้ดูที่ด้านหลังของซับวูฟเฟอร์)

การควบคุมอื่นๆ

  • Auto-On/Standby หรือAuto-On/Off
    ถ้าซับวูฟเฟอร์ของคุณมีคุณสมบัติข้อนี้ มันจะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อได้รับสัญญานอินพุททันที โดยไม่จำเป็นต้อง กดสวิทช์เพาเวอร์ และถ้าไม่มีสัญญานในช่วงเวลาหนึ่ง ซับวูฟเฟอร์ก็จะปิดการทำงานหรืออยู่ในสภาวะเตรียมพร้อม (แล้วแต่รุ่น)
  • Subwoofer Level
    จะปรับความสมดุลย์ระหว่างระดับout put ของลำโพง และซับวูฟเฟอร์
  • Subwoofer Cut-Off Frequency
    จะควบคุมจุดตัดความถี่ในย่านความถี่สูงของซับวูฟเฟอร์ ซึ่งสามารถปรับให้พอดีกับคุณสมบัติด้าน ความถี่ต่ำของลำโพงคู่หน้า ตัวอย่างเช่น ถ้าลำโพงคู่หน้าของคุณเล่นได้ถึงความถี่ประมาณ 80 Hz คุณก็สามารถปรับจุดตัดความถี่ของซับวูฟเฟอร์ให้ cut-off ที่ 80 Hz ได้
  • Subwoofer / Satellite Phase alignment เป็นไปได้ที่ว่าเสียงจากลำโพงซับวูฟเฟอร์อาจมาถึงจุดที่นั่งฟังในลักษณะที่กลับเฟสกับลำโพงคู่หน้า การใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะนี้จะทำให้สามารถปรับแต่งเฟสของซับวูฟเฟอร์และลำโพงคู่หน้าให้ มีความกลมกลืนกันได้ และหากซับวูฟเฟอร์รุ่นอื่นที่ไม่มีคุณสมบัติข้อนี้ จะต้องปรับขั้วต่อสายเพื่อ กลับเฟสด้วยตัวเอง

การต่อสาย

ก่อนที่ทำการติดตั้งซับวูฟเฟอร์ของคุณ กรุณาอ่านบทความต่อไปนี้เพื่อดูว่าการต่อแบบใดจะตรงกับที่คุณ ต้องการมากที่สุด และถ้าคุณต้องการข้อมูลด้านเทคนิค กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่าย บริษัท กันยง จำกัด แผนกเครื่องเสียง ก่อนอื่น, ปิดเครื่องเสียงทั้งหมดก่อนทำการติดตั้งซับวูฟเฟอร์ ถ้าซับวูฟเฟอร์ของคุณไม่มี high-pass outputs (ให้ตรวจดูที่ด้านหลัง) หรือคุณอาจไม่ต้องการใช้มันก็ตาม เนื่องจากลำโพงคู่หน้าให้เสียงเบสที่พอใจอยู่แล้ว ให้ระวังที่จะไม่ทำซ้ำซ้อนกัน เราแนะนำให้คุณใช้ตัวควบคุมซับวูฟเฟอร์รุ่น X-Series, ซึ่งตัวนี้จะมีhigh-pass filters เพื่อจะลดเบสของลำโพงคู่หน้า เพื่อให้เกิดความเพี๊ยนต่ำในขณะเดียวกันจะเพิ่มคุณภาพเสียงให้ดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด เครื่องX-series นี้จะวางไว้ใกล้ๆเครื่องรีซีฟเวอร์, ปรีแอมป์ หรือเครื่องโปรเซสเซอร์อื่นๆ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน และขณะเดียวกันจะควบคุมซับวูฟเฟอร์ได้อย่างง่ายๆ(ท่านสามารถ เข้าดูรายละเอียดได้จาก www.paradigm.com) เราขอแนะนำให้คุณใช้แจ็คต่อและสายสัญญาณคุณภาพสูง เพื่อคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยม

หมายเหต
การต่อสายต่างๆจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น ดังนั้นกรุณาตรวจเช็คที่ด้านหลังซับวูฟเฟอร์ของท่านด้วย

1. Low-Level Input เข้าซับวูฟเฟอร์ จากจุดออก Sub/LFE ของรีซีฟเวอร์ หรือโปรเซสเซอร์ (ใช้กับเครื่องรีซีฟเวอร์หรือโปรเซสเซอร์ควบคุมที่มีช่อง Sub-Out/LFE-out jack) การใช้สายสัญญานต่อแบบ RCA กับ RCA เพื่อต่อกับซับวูฟเฟอร์แสดงดังรูปที่14 ถ้าซับวูฟเฟอร์ของคุณมีช่องอินพุทแบบ Low-Level 2 ช่อง ให้ใช้ช่องขวา (Mono)

ในบางกรณีที่ซับวูฟเฟอร์ใช้งานร่วมกับลำโพงที่มีความไวสูงๆ (high-sensitivity)การปรับค่าโวลลุม จะต้องปรับเพิ่มมากขึ้นและหากว่าซับวูฟเฟอร์ของคุณมี 2 ช่องอินพุท(L/R)low-level Jack คุณจะได้เพิ่มขึ้นอีก 6 db โดยการใช้สาย"Y"อแดปเตอร์และเสียบปลั๊กโดยการใช้แจ็คทั้งสองตัว

clip_image001[4]

2. Low-Level Input จากPre-out/Front-out โดยไม่มีHigh-Pass output. เพื่อใช้กับโปรเซสเซอร์ หรือปรีแอมป์และแอมปลิไฟนเออร์ ,รีซีฟเวอร์ซึ่งมีPre-out/Front-out และมี แจ๊คเสียบเข้าโดยตรง(Main-In-jack) การใช้สายสัญญานต่อแบบ RCA กับ RCA เพื่อต่อกับซับวูฟเฟอร์ และสายต่อแบบ "Y"ดังรูปที15

clip_image001[6]

3. Low-Level Input จากPre-out/Front-out โดยใช้High-Pass output. เพื่อใช้กับโปรเซสเซอร์ หรือปรีแอมป์และแอมปลิไฟนเออร์ ,รีซีฟเวอร์ซึ่งมีPre-out/Front-out และมี แจ๊คเสียบเข้าโดยตรง(Main-In-jack)

การใช้ Pre-Out/Front-Out ของปรีแอมป์ หรือรีซีฟเวอร์จะทำให้คุณใช้ระบบ high-pass filter ที่มีอยู่ในตัวของซับวูฟเฟอร์ได้ การทำแบบนี้จะเป็นการลดเบสในลำโพงคู่หน้า,ปรับปรุงคุณภาพเสียง และเพิ่มกำลังขับโดยรวมของระบบทั้งหมดได้ จากรูปที่ 16 แสดงให้เห็นวิธีการต่อระหว่างเครื่องด้วยสาย RCA กับ RCA

clip_image001[8]

4. Speaker-Level Input เพื่อใช้กับรีซีฟเวอร์ หรือแอมปลิไฟนเออร์ ซึ่งไม่มี Sub-out/LFE-out หรือ Pre-Out/Front-Out ใช้สายลำโพงคุณภาพสูง ต่อกับซับวูฟเฟอร์ดังรูปที่ 17 และเพื่อความสะดวก คุณสามารถต่อลำโพงคู่หน้าตามรูปที่แสดงได้อีกด้วย

clip_image001[12]

5. Speaker-Level input/Speaker-Level output (เพื่อใช้กับรีซีฟเวอร์ หรือแอมปลิไฟนเออร์ ซึ่งไม่มี Sub-out/LFE-out หรือ Pre-Out/Front-Out) ใช้สายลำโพงคุณภาพสูง ต่อกับซับวูฟเฟอร์ดังรูปที่ 18 แบ่งแยกจุดต่อ Speaker output ซึ่งมีอยูในบางรุ่นไปยังลำโพงคู่หน้า ถ้าซับวูฟเฟอร์ของคุณมีspeaker-level high-pass filter การใช้จุดต่อเหล่านี้จะลดเสียงเบสในลำโพงคู่หน้า เพื่อให้ความผิดเพี๊ยนลดลง ในขณะเดียวที่เพิ่มคุณภาพเสียงและระดับสัญญานOutputให้มากขึ้น

clip_image001[14]

การควบคุมและปรับแต่งลำโพงซับวูฟเฟอร์

ขณะที่ทำการติดตั้งระบบซับวูฟเฟอร์ ขอให้ใช้ภาพยนตร์และเสียงเพลงที่คุณคุ้นหูเป็นอย่างดี และควรจะต้องมีช่วงของเสียง เบสที่ต่อเนื่อง และนานเพียงพอ จากนั้นตั้งค่าการปรับเสียงทุ้มแหลม หรืออีควอไลเซอร์ไว้ที่ O หรือFlat และไม่ต้องใช้สวิทช์ Loudness และเนื่องจากสภาพในห้องฟังมีความแตกต่างกันมาก จึงจำเป็นที่จะต้องทดลองการวางตำแหน่งดูหลายๆแบบ เพื่อดูว่าตำแหน่งใด ให้เสียงที่ดีที่สุด ขณะที่คุณปรับแต่งซับวูฟเฟอร์ ระลึกไว้เสมอว่าเสียงเบสจะต้องไม่แสดงเสียงที่โดดเด่นจนสะดุดหู หรืออ่อนมากเกินไปจนยากที่จะได้ยิน ให้ใช้เทคนิคการปรับแต่งต่างๆดังต่อไปนี้

A: ขั้นตอนการปรับแต่งวับวูฟเฟอร์แบบที่มีสวิทช์ควบคุม Sub/Sat. Phase 

  1. หมุนปุ่มควบคุมระดับซับวูฟเฟอร์ไปทางด้านทวนเข็มนาฬิกาจนมีค่าน้อยที่สุด
  2. ปรับระดับปุ่มควบคุมจุดตัดความถี่ของซับวูฟเฟอร์(Subwoofer Cut-off Frequency) ไปที่ 150 Hz
  3. หมุนปุ่ม Sub/Sat. Phase Alignment Control ของซับวูฟเฟอร์ไปที่ 0 องศา (หมุนทวนเข็มนาฬิกาจนสุด)
  4. ขณะที่คุณกำลังอยู่ที่จุดนั่งฟัง ให้ผู้ช่วยคอยปรับระดับเสียงซับวูฟเฟอร์จนกระทั่งได้ยินเสียงชัดเจนที่สุด
  5. ให้ผู้ช่วยค่อยๆหมุนปุ่ม Sub/Sat. Phase Alignment Control จนกระทั่งคุณได้ยินเสียงเบสที่ดีที่สุด นั่นแสดงว่าลำโพงซับวูฟเฟอร์และลำโพงคู่หน้าของคุณ"ตรงเฟส"กัน และอย่าปรับเฟสอีกนอกจากว่าคุณ จะเคลื่อนย้ายตำแหน่งของซับวูฟเฟอร์ และ/หรือ ลำโพงคู่หน้า
  6. หมุนปุ่มปรับระดับซับวูฟเฟอร์ไปทางด้านทวนเข็มนาฬิกาจนสุด
  7. หมุนปุ่มควบคุมจุดตัดของSubwoofer (Subwoofer Cut-off Frequency) ทวนเข็มนาฬิกาไปจนสุดที่ 50Hz
  8. ค่อยๆหมุนปุ่มควบคุมระดับเสียงของซับวูฟเฟอร์จนกระทั่งเสียงอยู่ในระดับเดียวกับลำโพงคู่หน้า เสียงเบสที่ได้จะต้องได้ยินชัดเจนแจ่มชัด แต่จะต้องระวังไม่ให้มากเกินไป
  9. อย่างช้าๆค่อยๆหมุนปุ่มควบคุมจุดตัดของซับวูฟเฟอร์(Subwoofer Cut-off Frequency) จนกระทั่ง คุณได้ยินเสียงที่กลมกลืนกันมากที่สุดระหว่างซับวูฟเฟอร์กับลำโพงคู่หน้า ถ้าเสียที่ได้"บาง"(thin) เกินไป แสดงว่าคุณไม่ได้ตั้งความถี่ที่สูงเพียงพอ ถ้าเสียงเบสที่ออกมาค่อนข้างจะ"บวม"(Boomy) ก็แสดงว่าความถี่ที่คุณตั้งไว้สูงเกินไป ให้ทดลองปรับจนคุณรู้สึกว่ามีความสมดุลย์เป็นธรรมชาติ มากที่สุด

B: ขั้นตอนการปรับแต่งซับวูฟเฟอร์แบบที่ไม่มีสวิทช์ควบคุม Sub/Sat. Phase

  1. หมุนปุ่มควบคุมระดับซับวูฟเฟอร์ไปทางด้านทวนเข็มนาฬิกาจนมีค่าน้อยที่สุด
  2. ปรับระดับปุ่มควบคุมจุดตัดความถี่ของซับวูฟเฟอร์(Subwoofer Cut-off Frequency) ไปที่ 50 Hz
  3. ค่อยๆหมุนปุ่มควบคุมระดับเสียงของซับวูฟเฟอร์จนกระทั่งเสียงอยู่ในระดับเดียวกับลำโพงคู่หน้า เสียงเบสที่ได้จะต้องได้ยินชัดเจนแจ่มชัด แต่จะต้องระวังไม่ให้มากเกินไป
  4. อย่างช้าๆค่อยๆหมุนปุ่มควบคุมจุดตัดของซับวูฟเฟอร์(Subwoofer Cut-off Frequency) จนกระทั่ง คุณได้ยินเสียงที่กลมกลืนกันมากที่สุดระหว่างซับวูฟเฟอร์กับลำโพงคู่หน้า ถ้าเสียที่ได้"บาง"(thin) เกินไป แสดงว่าคุณไม่ได้ตั้งความถี่ที่สูงเพียงพอ ถ้าเสียงบสที่ออกมาค่อนข้างจะ"บวม"(Boomy) ก็แสดงว่าความถี่ที่คุณตั้งไว้สูงเกินไป ให้ทดลองปรับจนคุณรู้สึกว่ามีความสมดุลย์เป็นธรรมชาติ มากที่สุด
  5. ถ้าเสียงเบสค่อนข้าง"อ่อน" หรือดูเหมือนว่าสับสนไม่มีทิศทาง แสดงว่าคุณอาจมีปัญหาการปรับ ค่าเฟส ให้ทำการปิดเครื่องแอมปลิไฟเออร์ และถอดสายลำโพงของลำโพงคู่หน้าออก ทำการสลับขั้วสายบวก, ลบ โดยการเอาขั้วบวก (+) สีแดงของแอมป์ไปยังขั้ว (-) ของลำโพง และขั้วดำ (-) ของแอมปลิไฟเออร์ไปยังขั้ว (+) สีแดงของลำโพง วิธีนี้เป็นการกลับเฟสแบบ 180 องศา ของลำโพงคู่หน้า จากนั้นเปิดสวิทช์ของแอมปลิไฟเออร์ และลองฟังเปรียบเทียบดู ถ้าได้ยินเสียง เบสที่เพิ่มมากขึ้น แสดงว่าคุณได้ข้อสรุปที่ถูกต้องแล้ว แต่หากไม่ได้ผล ขอให้ปิดแอมปลิไฟเออร์ และกลับขั้วลำโพงไปแบบเดิมก่อนที่จะสลับ จากนั้นตรวจสอบการวางตำแหน่งของซับวูฟเฟอร์ใหม่เพื่อจะได้ทราบว่าจุดใดมีผลกระทบต่อเสียงเบส น้อยที่สุด

การต่อสายลำโพง

ปิดแอมปลิไฟเออร์ทุกครั้งก่อนเสียบสายลำโพง และไม่ว่าจุดเสียบสายลำโพงจะเป็นแบบใดก็ตาม อย่าลืมว่าการต่อขั้วลำโพงที่แน่นเกินไปจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี และให้ใช้สายลำโพงคุณภาพดี และต่อสายลำโพงทีละข้างจากแอมปลิไฟเออร์ไปยังลำโพง ใส่ใจในความละเอียดเรื่อง สีแดง(+) ของขั้วแอมป์ไปยังสีแดง(+) ของขั้วต่อลำโพง และจากสีดำแอมป์ (-) ไปเข้าดำ(-) ของลำโพง(รูป 7) ทำซ้ำขั้นตอนนี้กับทุกลำโพงในระบบเสียงของคุณ และถ้าหากเปิดเสียงลองฟังดูแล้ว พบว่า เสียงเบสหาย หรือมิติเสียงมัวไม่ชัดเจน เป็นไปได้ที่ว่าคุณต่อขั้วกลับ เฟสกัน ดังนั้นให้เช็คขั้วต่ออีกครั้งว่าตรงตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวมาแล้วหรือไม่

clip_image001

 การต่อแบบอื่นๆ

ลำโพง Paradigm บางรุ่นมีจุดต่อถึง 2 ชุดด้วยกันซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยJumper bars (รูป8) ลำโพงเหล่านี้ สามารถต่อแบบไบ-ไวร์ (bi-wired) หรือไบ-แอมป์ปลิไฟเออร์ (bi-amplified) เพื่อประสิทธิภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมได้ แต่หากลำโพงของคุณไม่มีขั้วต่อแบบไบ-ไวร์ ก็ขอให้ข้ามบทนี้ไปได้เลย สำหรับการต่อแบบมาตรฐานนั้น ให้ปล่อยสาย Jumper Bars ไว้ตามเดิมแล้วต่อสายลำโพงตามปรกติ (รูป8) ในกรณีที่ต้องการต่อแบบไบ-ไวร์ หรือไบ-แอมป์ ให้เอาชิ้นส่วน Jumper bars ออกก่อน มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายกับแอมป์และลำโพงได้

clip_image001[4]

Bi-Wiring
การต่อแบบไบ-ไวร์สามารถเพิ่มความสดใสของเสียงทั้งหมด และความแน่นของเสียงเบสได้อย่างมาก แต่คุณจะต้องใช้สายลำโพง 2 ชุด ต่อ ลำโพง 1ข้าง(รูป9)

Bi-amplifying
การต่อแบบนี้จะเป็นการต่อแยกสัญญาณแต่ละแชนแนลของแอมปลิไฟเออร์ ไปยังแต่ละส่วนของไดร์เวอร์ลำโพง เพื่อเพิ่มเวทีเสียง (Sound Stage) และมิติของเสียงที่เด่นชัด และเพื่อให้แน่ใจว่าจะต้องมีความสมดุลย์ของเสียง ทั้งระบบ การเลือกใช้แอมป์ 2 เครื่องจะต้องเป็นรุ่นและยี่ห้อเดียวกัน และจะต้องปรับระบบการทำงานให้อยู่ใน mode เดี่ยวกัน (เช่น non-bridged ทั้งคู่ หรือ bridge ทั้งคู่ เป็นต้น)

clip_image001[6]

หมายเหตุ
ถ้าคุณเลือกที่จะต่อแบบ Bi-amplify speakers โดยการใช้ลำโพงซับวูฟเฟอร์, นั่นแสดงว่าจริงๆแล้ว
คุณกำลังต่อระบบของคุณเป็นแบบ Tri-amplifying, เพราะในตู้ลำโพงซับวูฟเฟอร์จะมีภาคขยายอยู่แล้ว และระบบ Tri-amplifying ที่ติดตั้งนี้ก็จะเป็นระบบเสียงที่ดียิ่งขึ้นไปอีก

Vertical bi-amplification ระบบนี้จะใช้แอมปลิไฟเออร์ 1 เครื่อง ต่อลำโพง 1ตัว การปรับค่าแบบนี้จะ ทำให้แต่ละแชลแนลแยกจากกันโดยอิสระ และแน่นอนว่าคุณภาพเสียงที่ได้จากระบบนี้ถือว่าเป็นระบบสุดยอด ระบบหนึ่งทีเดียว (รูป10)

clip_image001[8]

Horizontal bi-amplification ระบบนี้จะใช้แอมปลิไฟเออร์ 1 เครื่อง ต่อลำโพง 1ตัวเหมือนกัน หากแต่ การปรับค่าแบบนี้จะ แตกต่างจากแบบ Vertical bi-amplification ตรงที่ แอมป์ตัวที่1 จะขับลำโพงเฉพาะย่านความถี่กลาง/ต่ำ และแอมป์อีกเครื่องหนึ่งก็จะขับลำโพงที่ย่านความถี่สูงอย่างเดี่ยว ซึ่งระบบนี้จะเห็นผลได้ชัดเจนกรณีที่เปิดเสียงดังมากๆ เพราะเมื่อแอมปลิไฟเออร์เกิด clipping สัญญาณที่ความถี่ต่ำ ความเพี๊ยนของเสียงที่เกิดขึ้นจะไม่ไปรบกวนสัญญาณ ในช่วงความถี่สูง (รูป11)

clip_image001[10]

Entry นี้ขอนำเอาคู่มือการติดตั้งลำโพงของ Paradigm มาเป็นตัวอย่างในการติดตั้งลำโพงของท่าน ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับยี่ห้ออื่นได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นหากมีคู่มือเฉพาะของแต่ละรุุ่นแต่ละผู้ผลิต ก็ควรยึดปฏิบัติตามผู้ผลิตนั้นๆ เอ้า เริ่มกันเลยดีกว่าครับ

กับลำโพงคู่ใหม่ของคุณ

ก่อนที่จะเริ่มต้นฟังกันอย่างเอาจริงเอาจัง คุณควรจะ "Burn"ด้วยการเปิดฟังไปเรื่อยๆซักระยะหนึ่ง Paradigm ใช้แม่เหล็กเหลว Ferro-fluid สำหรับเป็นตัวขับเสียงหรือไดร์เวอร์ ซึ่งจะจับตัวแข็งเมื่ออุณหภูมิ ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ดังนั้นควรทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเพื่อเป็นการ"Warm"ก่อนที่จะใช้งานใดๆ ห้ามใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมทางเคมีที่เข้มข้นกับลำโพง ให้ทำความสะอาดด้วยผ้านุ่มๆหมาดๆ ห้ามใช้ผ้าเปียกเป็นอันขาด การทำของเหลวหกใส่เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำความเสียหายอย่างมากกับลำโพงได้

Front Speakers การวางตำแหน่งลำโพงคู่หน้า (รวมทั้งลำโพงที่มีภาคขยายในตัวเช่น ซับวูฟเฟอร์)

ลักษณะของเสียงที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ความเที่ยงตรงของการถ่ายทอดเสียงที่ดีที่สุด ให้วางลำโพงคู่หน้าโดยให้ตำแหน่งลำโพง เสียงสูงในตู้มีความสูง อยู่ในระดับเดียวกับที่คุณนั่งฟัง(ตามรูป1) ทั้งนี้เพื่อให้เสียงสูงวิ่งตรงมายังหูโดยตรง ในระยะทางที่สั้นที่สุด แต่ถ้าเป็นลำโพงแบบวางหิ้ง ให้วางลำโพงบนขาตั้งลำโพง และปรับให้อยู่ในระดับของหูเมื่อคุณนั่งฟังเช่นเดียวกัน และสำหรับบางรุ่นที่ มีรูเจาะด้านหลังเพื่อยึดติดหรือแขวนลำโพงบนผนัง ให้พิจารณาเลือกแบบตัวยึดโดยดูจากน้ำหนักของลำโพงเป็นหลัก และควรใช้สายรัดสำรองด้วยเพื่อความปลอดภัยว่าลำ โพงจะไม่หล่นลงมาจนเกิดความเสียหายได้ ทั้งนี้ให้ทำตามคู่มือการติดตั้งของผู้ผลิตอุปกรณ์นั้นๆ
clip_image001

Optimal Imaging รูปแบบการฟังที่ดีที่สุด                                               

ให้วัดระยะจากตำแหน่งนั่งฟังมายังลำโพง แล้วกำหนดค่าเป็น "X" จากนั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ให้วางลำโพงคู่หน้าซ้าย ขวา ห่างกันโดยมีระยะเท่ากับ 3/4 ของระยะ"X"ที่วัดได้ (รูปที่ 2) และเพื่อเพิ่มมิติในการฟังให้มากขึ้นอีก ลองขยับลำโพงเล็กน้อยให้หน้าลำโพงหันหน้าเข้ามาทางด้านใน (toe in) เพื่อให้มุมยิงเสียง ของลำโพงหน้าทั้งซ้ายและขวาชี้ตรงมาตัดยังบริเวณด้านหลังของตำแหน่งในการฟังเล็กน้อย (รูปที่2)

clip_image001[4]

Bass Performance เสียงเบสที่เต็มประสิทธิภาพ

ถ้าพื้นที่เอื้ออำนวย ให้วางลำโพงห่างจากผนังด้านหลังประมาณ 20 เซนติเมตร (8นิ้ว) หรือมากกว่าจากผนังด้านหลัง ให้ระวังว่าระยะห่างของลำโพงจากผนังด้านข้าง และระยะห่างของลำโพงจากผนังด้านหลังจะต้องไม่เท่ากัน (รูป3) การวางลำโพงที่มุมห้องอาจทำให้เกิดปริมาณเสียงเบสที่มากเกินไปได้ และเพื่อให้ได้เบสที่สมดุลย์พอดี เราขอแนะนำให้คุณอย่าวางลำโพงบริเวณมุมห้อง(รูปที่ 4)

clip_image001[6]

Center Speaker การวางตำแหน่งลำโพงเซ็นเตอร์

เหมาะมากหากจะวางไว้บนเครื่องรับโทรทัศน์ เพื่อความมั่นใจว่าจะได้คุณภาพและความสดใสของเสียง(รูป5) และการวางลำโพงให้พอดีกับแผงหน้าจอเครื่องรับโทรทัศน์จะทำให้เกิดเสียงสะท้อนที่ไม่ต้องการน้อยที่สุด เช็คดูว่าตำแหน่งลำโพงเซ็นเตอร์จะต้องอยู่ในระยะห่างเท่า กับระยะจากลำโพงคู่หน้าถึงจุดที่คุณนั่งฟังเพลง (AV รีซีฟเวอร์บางเครื่องสามารถปรับระยะที่เหมาะสมได้อย่างอัตโนมัติ)

clip_image001[8]

Surround Speakers การวางตำแหน่งลำโพงเซอร์ราวนด์

ลำโพง ADP เซอร์ราวนด์ สามารถติดตั้งแบบยึดผนังได้ทั้งสองด้านของห้องฟัง ทั้งซ้ายและขวา ในระดับหูหรือสูงกว่า ( 1) โดยใช้ตัวยึดที่มีให้ อาจจะใช้ขาตั้งลำโพงเพื่อวางลำโพงเซอร์ราวนด์ไว้ที่มุมด้านหลังของห้องก็ได้ โดยวางห่างจากมุมห้องและ อยู่ห่างจากจุดนั่งฟังประมาณ 1 เมตร (3 ฟุต)(3) และเพื่อให้แน่ใจว่าจะได้การแผ่กระจายเสียงที่กว้าง ให้จัดวางลำโพงง่ายๆโดยสังเกตุจากเครื่องหมาย Paradigm บริเวณ หน้ากากลำโพงให้ชี้มายังจุดที่นั่งฟัง และเพื่อความสะดวกคุณควรที่จะทำเครื่องหมาย ซ้าย และขวา เพื่อไม่ให้เกิด ความสับสนระหว่างการต่อสาย ทั้งนี้ให้ถือว่าตำแหน่งที่ตั้งทีวี เป็นด้านหน้าของห้องฟัง

Direct-radiating surround speakers

สามารถติดได้ในตำแหน่ง(1) และ (2), ซึ่งแสดงไว้ในภาพซึงจะเห็นว่าได้วางลำโพงโดยหันกรวยลำโพงเข้าหาผู้ฟัง

 

clip_image001

การดูแลรักษาลำโพง

การเลือกใช้แอมป์ที่เหมาะสม ในกรณีที่เร่งโวลลุ่มดังมาก กำลังขับลำโพงที่เร่งมากเกินขนาด อาจทำลายลำโพงได้ หรืออีกทางหนึ่งก็คือใช้แอมปลิไฟเออร์มีกำลังไม่เพียงพอ มันจึงสร้างสัญญานที่ผิดเพี๊ยน และทำให้เกิดการ clipping ของสัญญาณ และบางครั้งอาจทำความเสียหายให้เกิดกับไดร์เวอร์ลำโพงเสียงสูงได้ (กรุณาติดต่อตัวแทน Paradigm เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำลังขับของแอมป์ที่เหมาะสม)

ความเข้าใจที่ผิดๆเกี่ยวกับปุ่มควบคุมความดังของแอมป์ ปุ่มควบคุมระดับความดัง ของแอมป์แต่ละเครื่อง ไม่ได้บอกถึงกำลังเอาท์พุทที่แท้จริงที่เครื่องนั้นๆมีอยู่ ดังนั้น ถ้าลำโพงเริ่มมีเสียงสับสนหรือแปลกๆไป ให้รีบหรี่ปุ่มโวลลุ่มโดยทันที มิฉะนั้นลำโพงอาจเสียหายได้ และการทำแบบนี้เป็นการใช้งานที่ผิด และไม่ครอบคลุม ในเรื่องการรับประกันด้วย

การปรับแต่งระดับเสียงและการปรับอีควอไลเซอร์ อาจทำให้แอมป์ทำงานหนักขึ้น ทั้งนี้การลดค่าจุดตัดความถี่ จะทำให้ความผิดเพี๊ยนของเสียงน้อยลง และแนะนำว่าไม่ควรใช้ EQ เมื่อเปิดเสียงที่ดังมาก